แม้ไม่ใช่ช่างมืออาชีพแต่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไขควงวัดไฟ” กันอยู่พอสมควร ด้วยลักษณะที่ใกล้เคียงกับไขควงทั่วไปแต่มีความพิเศษมากกว่านั่นคือสามารถวัดค่าแรงไฟได้จึงถูกนำมาเป็นอุปกรณ์ติดตัวของช่างไฟฟ้าจำนวนมาก ลองมาทำความรู้จักแบบเจาะลึก รวมถึงวิธีใช้อย่างถูกต้องเพื่อเป็นทักษะพื้นฐานจัดการงานไฟฟ้าภายในบ้านกันเลย
ไขควงวัดไฟ คืออะไร
ไขควงวัดไฟ คือ อุปกรณ์งานไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่มีลักษณะแบบเดียวกับไขควง ปลายด้านหนึ่งเป็นด้ามจับมีหลอดไฟนีออนขนาดเล็กติดตั้งอยู่ ปลายอีกด้านเป็นหัวไขควงทำจากเหล็ก เมื่อนำด้านปลายแหลมไปแตะบริเวณใดแล้วมีไฟแสงไฟสว่างขึ้นตรงปลายอีกด้ามนั่นบ่งบอกถึงจุดดังกล่าวมีกระแสไฟไหลผ่านตัวต้านทานจนมาถึงหลอดนีออน ตามด้วยการไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายจากปลายนิ้วที่สัมผัสไขควง จากนั้นกระแสไฟจะไหลลงพื้น กลายเป็นวงจรที่ทำให้เช็กกระแสไฟบริเวณดังกล่าวได้อย่างละเอียด ปกติแล้วการใช้งานจึงไม่นิยมสวมรองเท้าเพื่อให้ไฟฟ้าเดินได้ครบวงจร

วิธีใช้งานไขควงวัดไฟอย่างถูกต้อง
1. ตรวจสภาพไขควงก่อนใช้เสมอ
เพื่อความปลอดภัยควรมีการตรวจสภาพไขควงวัดไฟก่อนใช้เสมอ หลักพื้นฐานง่าย ๆ คือ มองด้วยตาเบื้องต้นว่าไขควงมีสภาพสมบูรณ์ ไม่มีส่วนไหนเสียหายโดยเฉพาะบริเวณด้ามจับ หากพบเห็นร่องรอยความผิดปกติไม่แนะนำให้ใช้เพราะอาจเกิดอันตรายได้
2. ใช้งานตามขนาดแรงดันไฟ
ปกติแล้วกระแสไฟฟ้าในบ้านจะมีแรงดันอยู่ที่ 200-250 โวลต์ จึงต้องใช้ไขควงระดับเดียวกัน (ไม่ควรใช้ไขควง 80-125 โวลต์) หรือกรณีไม่รู้แรงดันไฟห้ามหยิบไขควงไปใช้เด็ดขาดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
3. วิธีจับไขควงอย่างถูกต้อง
สำหรับวิธีจับอย่างถูกต้องมือต้องจับแค่ตรงด้ามจับเท่านั้น อย่าสัมผัสบริเวณเหล็กหรือปลายไขควงเด็ดขาด เพราะอาจมีกระแสไฟไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายได้
4. วัดไฟอย่างถูกวิธี
การใช้ไขควงวัดไฟที่ดีต้องใช้ปลายไขควงแตะบริเวณที่ต้องการทดสอบ ตามด้วยใช้นิ้วแตะปลายไขควงอีกด้าน สังเกตแสงหลอดไฟว่าสว่างขึ้นหรือไม่ หากมีไฟขึ้นนั่นหมายถึงบริเวณดังกล่าวมีกระแสไฟไหลผ่านนั่นเอง
บทสรุป
ไขควงไฟฟ้าถือเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าอีกชนิดที่ควรมีติดบ้านไว้ ยิ่งถ้าเป็นช่างไฟ ต้องทำงานกับไฟฟ้าอยู่ตลอดการมีอุปกรณ์ชนิดนี้คือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับตนเองอย่างดี ซึ่งราคาของตัวอุปกรณ์ไม่ได้แพงอย่างที่คิด สามารถหาซื้อตามร้านเครื่องมือช่างหรือร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปได้เลย ที่สำคัญต้องใช้ให้ตรงกับระดับแรงดันไฟในแต่ละพื้นที่ด้วย