รู้จักกับตู้เชื่อมไฟฟ้าแต่ละประเภท ใช้งานได้ถูกต้องและมั่นใจ

รู้จักกับตู้เชื่อมไฟฟ้าแต่ละประเภท ใช้งานได้ถูกต้องและมั่นใจ

ในแวดวงอุตสาหกรรมการผลิต งานก่อสร้าง และงานซ่อมแซม การเชื่อมโลหะเป็นอีกงานที่มีอยู่เสมอ ๆ แน่นอนว่า “ตู้เชื่อมไฟฟ้า” เป็นเครื่องมือช่างหลักที่โรงงาน หรือช่างต้องมี แต่ด้วยประเภทตู้มีหลากหลาย จึงควรทำความรู้จักเพื่อให้เข้าใจและสามารถใช้งานได้ถูกต้อง มั่นใจ งานไม่ผิดพลาด จึงขอรวมข้อมูลแบบเจาะลึกมาให้ศึกษา ใครพร้อมแล้วก็ตามมาทางนี้เลย

ตู้เชื่อมไฟฟ้า คืออะไร

ตู้เชื่อมไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อมาหลอมละลายโลหะให้ทั้ง 2 ชิ้นประสานกัน โดยมีลวดเชื่อมมาเติมเต็มทำให้เกิดรอยต่อ มักถูกใช้ในงานเชื่อมทั่วไป งานโครงสร้าง งานเหล็ก หรืองานประกอบเฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงงานเชื่อมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งนี้ การเริ่มต้นทำความรู้จักตู้เชื่อมไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำโดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการงานช่าง เพื่อให้การเลือกใช้งานเหมาะสม และไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง

รู้จักประเภทของตู้เชื่อมไฟฟ้าที่นิยมใช้ในแวดวงอุตสาหกรรม

1. ตู้เชื่อม TIG หรือ Tungsten Inert Gas

ตู้เชื่อม TIG หรือ Tungsten Inert Gas รูปแบบทังสเตนจะเป็นอิเล็กโทรด ที่ยังใช้ลวดเติมแยกต่างหาก รอยเชื่อมจะสะอาด เนียนสนิท ไม่มีสะเก็ดเชื่อม เหมาะมากกับงานที่ต้องการความสวยงาม เช่น งานอลูมิเนียม หรืองานสเตนเลส

2. ตู้เชื่อม MMA (MMA Manual Metal Arc)

ต่อมาเป็นตู้เชื่อม MMA (MMA Manual Metal Arc) หรือ Stick Welding เหมาะกับงานโครงสร้าง งานที่ต้องการความแข็งแรงของรอยเชื่อม หรืองานภาคสนาม ใช้ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ และทนทานต่อลมและฝุ่น เหมาะกับการใช้เชื่อมงานที่อยู่กลางแจ้ง

3. ตู้เชื่อมแบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter)

สำหรับตู้เชื่อมไฟฟ้าแบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีน้ำหนักเบา ประหยัดพลังงาน และให้กระแสไฟฟ้าคงที่ ใช้งานง่ายกว่าตู้เชื่อมไฟฟ้าอื่น ๆ เหมาะกับงานทั่วไป หรืองานที่มีการเคลื่อนย้ายบ่อย

4. ตู้เชื่อม MIG/MAG (Metal Inert/Active Gas)

ตู้เชื่อมไฟฟ้า MIG/MAG (Metal Inert/Active Gas) เหมาะกับงานเชื่อมเหล็กบาง ๆ และงานในอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตจำนวนมาก ใช้ลวดเชื่อมแบบต่อเนื่อง และแก๊สปกคลุม สะดวก รวดเร็ว ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพ

รู้จักกับตู้เชื่อมไฟฟ้าแต่ละประเภท ใช้งานได้ถูกต้องและมั่นใจ

แนวทางเลือกตู้เชื่อมไฟฟ้าใช้งานอย่างเหมาะสม

เพื่อให้การเลือกใช้ตู้เชื่อมไฟฟ้าใช้งานได้อย่างเหมาะสม และได้ผลลัพธ์งานที่มีประสิทธิภาพ เรารวมแนวทางการเลือกมาไว้ให้แบบครบครัน

  • ความหนาของวัสดุ : สามารถพิจารณาได้จากวัสดุบาง ใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้าละเอียดอย่าง TIG ได้ หรือหากเป็นวัสดุหนาต้องใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้ากระแสไฟสูง เช่น MIG หรือ MMA
  • น้ำหนัก และขนาด : หากต้องมีการเคลื่อนย้ายบ่อย แนะนำให้เลือกเครื่องเชื่อมไฟฟ้าแบบอินเวอร์เตอร์ซึ่งเป็นแบบขนาดพกพาดีที่สุด
  • ประเภทงาน : ถ้าเป็นงานละเอียด ต้องการความสวยงามให้รอยเชื่อมต้องเลือกเป็น TIG ถ้าเป็นงานผลิตปริมาณมาก ต้องการความเร็วในการเชื่อม ให้ใช้เป็นแบบ MIG/MAG ส่วนงานกลางแจ้ง หน้างานก่อสร้าง แนะนำให้ใช้เป็นเครื่องเชื่อม MMA หรือ Inverter
  • งบประมาณ : หากเริ่มต้นใช้งาน หรือเป็นงานช่างทั่วไป ให้เลือกเป็นแบบอินเวอร์เตอร์ หรือเครื่องเชื่อม MMA

บทสรุป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกใช้งานตู้เชื่อมไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะแต่ละประเภทก็มีหน้าที่การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้กันได้ ช่วยให้ผลลัพธ์การเชื่อมของคุณมีประสิทธิภาพ